การวินิจฉัยอาการปวดข้อเท้า

สำหรับผู้ที่มีอาการปวดข้อเท้าด้านใน เจ็บข้อเท้าหน้าด้าน เมื่อเข้ารับการตรวจร่างกายเพื่อหาสาเหตุของอาการปวด แพทย์จะทำการวินิจฉัยอาการปวดข้อเท้า ดังนี้ 
 

การตรวจดูลักษณะอาการ

อย่างแรกแพทย์จะทำการซักประวัติเบื้องต้นของผู้ป่วย เช่น ลักษณะอาการ ระยะเวลาที่เริ่มรู้สึกปวด ได้รับอุบัติเหตุมาก่อนหน้าหรือไม่ ก่อนหน้านี้มีประวัติการใช้งานข้อเท้าหนักหรือไม่ พร้อมทั้งตรวจดูลักษณะข้อเท้าภายนอก เช่น อาการอุ่น บวม แดง กดไปที่บริเวณข้อเท้าแล้วรู้สึกเจ็บหรือไม่ ซึ่งการตรวจจะขึ้นอยู่กับอาการความรุนแรงของผู้ป่วยและดุลยพินิจของแพทย์ 
 

การตรวจเอกซเรย์

ถ้าหากว่าแพทย์สงสัยว่าข้อเท้าของผู้ป่วยมีโอกาสหักหรือกระดูกบริเวณข้อเท้าอาจจะร้าว แพทย์อาจจะวินิจฉัยด้วยวิธีการเอกซเรย์ ซึ่ง การเอกซเรย์ข้อเท้ามีทั้งหมดด้วยกัน 3 แบบ ได้แก่ 
 

  • ฉายภาพเอกซเรย์ (X-ray) เป็นการใช้เครื่องฉายรังสีไปบริเวณข้อเท้า เพื่อดูโครงสร้างภายในกระดูกข้อเท้า และนำมาประกอบการวินิจฉัย
  • เอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (Computerized Tomography Scan) หรือที่หลายคนเรียกว่า CT Scan โดยวิธีนี้จะให้รายละเอียดภาพในกระดูกข้อเท้า เนื้อเยื่อ และเอ็นข้อต่อต่างๆ 
  • การสร้างภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าด้วยเครื่อง MRI (Magnetic Resonance Imaging) โดยเครื่องคอมพิวเตอร์จะฉายภาพโครงสร้างและรายละเอียดเนื้อเยื่อต่างๆ ภายในข้อเท้าที่เกิดความเสียหาย 

ทั้งนี้ การวินิจฉัยอาการปวดข้อเท้าจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และอาการความรุนแรง การตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์เป็นการตรวจเพื่อหาความผิดปกติภายในที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตา เหมาะกับผู้ป่วยที่มีโอกาสกระดูกข้อเท้าแตกร้าวหรือหัก


แนวทางการรักษาอาการปวดข้อเท้า

อาการปวดข้อเท้าเป็นอาการที่มีความรุนแรงของโรคหลายระดับ จึงทำให้วิธีแก้ปวดข้อเท้ามีหลายแบบ และมีวิธีการรักษาแต่ละแบบจะแตกต่างกันออกไป ทั้งนี้การรักษาจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ โดยที่วิธีรักษาอาการปวดข้อเท้า มีดังนี้ 
 

1. การบรรเทาอาการปวดข้อเท้าเบื้องต้น

พันคอข้อเท้า

 

  • พักการใช้งานข้อเท้า

หากมีอาการปวดข้อเท้าไม่รุนแรง วิธีบรรเทาอาการปวดสามารถเริ่มได้จากการพักข้อเท้า โดยพักการใช้ข้อเท้าประมาณ 2 - 3 วัน และหลีกเลี่ยงการลงน้ำหนักไปที่บริเวณข้อเท้า ทั้งนี้ผู้ป่วยสามารถใช้ไม้ค้ำหรือไม้เท้าช่วยเดิน เพื่อลดการทิ้งน้ำไปที่เท้า 
 

  • การประคบเย็น

หากเป็นอาการปวดข้อเท้าที่มีสาเหตุมาจากข้อเท้าพลิกหรือข้อเท้าแพลง สามารถใช้วิธีประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการอักเสบ โดยใช้ผ้าห่อน้ำแข็งประคบไปบริเวณข้อเท้าข้างที่ได้อุบัติเหตุ ประคบครั้งละ 20 นาที โดยที่อาจจะทำประมาณ 3 -5 ครั้งต่อวัน 
 

  • การใช้ผ้าพันประคองข้อเท้า

ควรใช้ผ้าพันแบบยืดพันบริเวณข้อเท้า เพื่อป้องกันไม่ให้ข้อเท้าขยับและเคลื่อนไปมา ที่สำคัญไม่ควรพันแน่นจนเกินไป เพราะอาจจะทำให้เท้าชาและนิ้วเท้าเปลี่ยนเป็นสีคล้ำ เนื่องจากเลือดไม่สามารถไหลผ่านไปยังบริเวณเท้าได้ 
 

  • การทำกายบริหาร

การทำกายบริหารสามารถทำได้เมื่ออาการปวดข้อเท้าเริ่มดีขึ้น ทั้งนี้แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มทำกายบริหาร เพราะถ้าหากทำกายบริหารผิดวิธีสามารถทำให้อาการปวดข้อเท้าแย่ลงได้ และถ้ามีเหตุการณ์ปวดข้อเท้าอีกครั้งในระหว่างการทำกายบริหารควรหยุดทันที 
 

2. การรักษาด้วยการใช้ยา

ยาแก้ปวดข้อเท้า

การรักษาอาการปวดด้วยวิธีใช้ยา สามารถแบ่งออกเป็น 2 แบบ ใหญ่ๆ ได้ดังนี้ 
 

  • รักษาด้วยยาทาน 

โดยยาทานแก้ปวดข้อเท้าที่ปัจจุบันนิยมใช้ เป็นยาแก้ปวดชนิดไม่เสพติด ได้แก่ พาราเซตามอล และ อะเซตามิโนเฟน ซึ่งสามารถหาซื้อได้ตามร้านยาและห้างสรรพสินค้าทั่วไป มีสรรพคุณช่วยลดอาการปวดที่รุนแรงน้อยไปจนถึงอาการปวดที่มีความรุนแรงปานกลาง เป็นยาสามัญประจำบ้านที่สามารถรักษาอาการปวดได้หลาย บางคนเรียกว่า ยาแก้ปวดหัว ยาแก้ปวดเข่า ยาแก้ปวดข้อ เป็นต้น 

ทั้งนี้การใช้ยาพาราเซตามอนติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจส่งผลเสียต่อตับทำให้ตับเป็นพิษ หากผู้ป่วยจำเป็นต้องทานยาติดต่อกันเป็นระยะเวลานนาน แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนเพื่อความปลอดภัยของตนเอง 
 

  • รักษาด้วยยาทา 

ในปัจจุบันยาทาแก้ปวดข้อเท้าอักเสบส่วนใหญ่ เป็นเพียงการบรรเทาอาการปวด บวม และแดง เพียงชั่วคราวเท่านั้น โดยใช้หลักการทำงานเดียวกันกับการประคบร้อนและประคบเย็น เนื่องจากภายในตัวยาส่วนใหญ่มีส่วนผสมของ เมนทอล ยูคาลิปตัส หรือ ยากลุ่มต้านการอักเสบไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ที่ผสมอยู่เล็กน้อย 
 

3. การทำกายภาพบำบัด

กายภาพบำบัดข้อเท้า

การรักษาอาการปวดข้อเท้าด้วยการทำกายภาพบำบัดส่วนใหญ่ มักจะเริ่มทำหลังจากที่อาการปวดข้อเท้าดีขึ้นแล้ว เนื่องจากการทำกายภาพบำบัดในขณะที่อาการปวดข้อเท้ายังรุนแรง สามารถทำให้อาการปวดแย่ลงได้ การทำกายภาพบำบัดเป็นการเพิ่มความยืดหยุ่นและความแข็งแรงให้กับข้อเท้า 

ทั้งนี้การทำกายภาพบำบัดจำเป็นต้องอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์และนักกายภาพบำบัดที่มีความเชี่ยวชาญ เพื่อป้องกันไม่ให้อาการปวดข้อเท้าแย่ลง 
 

4. การรักษาด้วยการผ่าตัด

ผ่าตัด ข้อเท้า

โดยทั่วไปแล้วการผ่าตัดมักเป็นวิธีรักษาสุดท้ายที่แพทย์จะพิจารณา การผ่าตัดจึงเหมาะกับผู้ป่วยที่ไม่สามารถรักษาอาการปวดข้อเท้าด้วยวิธีอื่นๆ ได้หรือใช้วิธีอื่นรักษาแล้วแต่อาการไม่ดีขึ้น แพทย์จึงจำเป็นต้องใช้การผ่าตัดเพื่อรักษาอาการปวด ในปัจจุบันมีการผ่าตัดข้อเท้ารักษาโรคข้อเท้าด้วยการส่องกล้อง ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้เร็ว เนื่องจากแผลผ่าตัดมีขนาดเล็กและในระหว่างผ่าตัดยังรู้สึกเจ็บน้อยกว่าการผ่าตัดทั่วไป

โพสต์โดย : พี่หมี พี่หมี เมื่อ 15 เม.ย. 2567 14:33:19 น. อ่าน 256 ตอบ 0

ปิดโฆษณานี้

ปิดโฆษณานี้